HOME

กระดาษสร้างเรื่อง!!…ทำคนเกิดอารมณ์(ดี)
อย่ามองกระดาษเป็นเพียงวัตถุบางเบาใช้สำหรับจดข้อความเพียงเท่านั้น เพราะมันสามารถแปลงร่างกลายเป็นทุกสรรพสิ่งตามจินตนาการและเชื่อว่าสามารถทำให้คนที่เห็นอมยิ้ม หรือระเบิดเสียงหัวเราะออกมาได้

เรามาเรียนรู้ประวัติของกระดาษกันก่อน  โดยกระดาษถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีน ในช่วง 250 ก่อนคริสต์ศักราช  จากนั้นก็เริ่มแพร่หลายใช้ทั่วโลก  โดยใช้สำหรับเป็นวัตถุจดบันทึกด้วยหมึกสีต่างๆ แต่กระดาษจดแล้ว  เมื่อเลิกใช้ก็กลายเป็นขยะเกลื่อนเมือง ทำลายกันไม่หวาดไม่ไหว  ยิ่งมาในช่วงปัจจุบันมีการรณรงค์การใช้กระดาษแบบรีไซเคิล  หรือที่เข้าใจกันว่าใช้กระดาษให้ครบทั้งสองด้านหน้าและหลัง  เพื่อประหยัดทรัพยากรของโลก


ด้านประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ที่มองเห็นประโยชน์อีกด้านของกระดาษ จึงริเริ่มนำกระดาษสีๆ มาพับ หลายคนรู้จักในชื่อว่า “Origami” ซึ่งอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า การพับกระดาษเป็นรูปร่างของสัตว์และสิ่งของ โดยมีแบบแผนและอาศัยความชำนาญในการพับโดยไม่พึ่งพาวัสดุยึดติดอื่นใด ประเทศ อื่นๆ เมื่อมาพบประเพณีการพับกระดาษแสนประณีตนี้เข้า ก็เกิดการเลียนแบบจนกลายเป็นศิลปะประเภทหนึ่งที่สร้างสรรค์และช่วยรณรงค์ให้คนเลิกทิ้งกระดาษลงถังขยะ แต่นำมาสร้างเป็นผลงานชวนอมยิ้ม หรือแม้กระทั่งเรียกเสียงฮือฮาได้หลากหลายตามจินตนาการ


เชื่อเถอะว่ากระดาษแปลงร่างได้นับร้อยนับล้านตามจินตนาการของผู้ใช้ หากใช้เขาให้เกิดประโยชน์มากกว่าจดบันทีก มากกว่าขยำเป็นก้อนอยู่ก้นถังขยะ อย่ารีรอ…รีบนำกระดาษที่อยู่บนโต๊ะมาพับเป็นนกกระเรียนดูเล่นขณะทำงาน ก็น่าจะสร้างสีสันให้ชีวิตไม่มากก็น้อย

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์ 16 สิงหาคม 2555

ตะลึง! จิตรกรน้อยวัย 5 ขวบ ขายภาพได้เงินเป็นล้าน

แอลิตา อันเดร จิตรกรน้อยวัย 5 ขวบจิตรกรน้อยวัย 5 ขวบชาวออสเตรเลีย ได้รับการขนานนามว่า เป็นปิกัสโซน้อย หลังภาพวาดของเธอ ได้รับการวิจารณ์ในทางบวกอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญ ขายได้ราคาดี ไม่แพ้ภาพของจิตกรมือเอก ประสบการณ์สูงด้วย…”

จิตรกรน้อยวัย 5 ขวบชาวออสเตรเลีย ได้รับการขนานนามว่า เป็นปิกัสโซน้อย หลังภาพวาดของเธอ ได้รับการวิจารณ์ในทางบวกอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญ ขายได้ราคาดี ไม่แพ้ภาพของจิตกรมือเอก ประสบการณ์สูงด้วย..

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ค. ว่า หนูน้อย แอลิตา อันเดร เด็กหญิงวัยเพียง 5 ขวบ เริ่มวาดภาพมาตั้งแต่ก่อนเดินได้ตอนอายุ 11 เดือน และความสามารถก็เริ่มเปล่งประกาย เมื่อตอนเธออายุ 2 ขวบ หลังจากที่พ่อกับแม่ของแอลิตา นำภาพของเธอไปเสนอให้หอศิลปะท้องถิ่น นำออกจัดแสดง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว โดยที่เจ้าของหอศิลปะดังกล่าว ไม่ทราบเลยว่า ผู้วาดเป็นเด็กอายุเพียง 2 ขวบเท่านั้น

มิเชล อันเดร และนิคคา คาลาชนิโควา พ่อกับแม่หนูน้อยแอลิตา เผยว่า หลังจากนั้นลูกของเธอก็เริ่มเป็นที่รู้จัก มีการติดต่อขอสัมภาษณ์จากสื่อหลายสำนัก และภาพของแอลิตา ก็ถูกนำไปจัดแสดงตามหอจัดแสดงศิลปะในต่างประเทศ รวมถึงเดือนหน้าก็จะถูกนำไปจัดแสดงที่หอศิลปะอาโกรา ในนิวยอร์กด้วย

นอกจากนี้ ในการจัดแสดง ภาพของหนูแอลิตา ยังเป็นที่ถูกตาต้องใจของบรรดานักสะสม ที่มาติดต่อขอซื้อภาพ โดยภาพราคาต่ำสุดที่เคยขายออกไปมีราคาอยู่ที่ 3,000 ปอนด์ (ราว 150,000 บาท) และที่ขายได้ราคาสูงที่สุดคือภาพ สถานีอวกาศ เมียร์ ของรัสเซีย โดยถูกขายในราคา 24,000 ปอนด์ (ราว 1.2 ล้านบาท) ในงานจัดแสดงที่ฮ่องกง

ทั้งนี้ เคยมีผู้ไม่หวังดีกล่าวหาว่า ผลงานต่างที่ออกมา เป็นฝีมือของพ่อและแม่ของแอนิตา ไม่ใช่ผลงานที่เด็กสร้างสรรขึ้นเอง มิเชลจึงถ่ายวีดิโอการวาดภาพของแอลิตา ตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วโพสต์ลงเว็บไซต์ยูทูป เพื่อเป็นหลักฐานว่าลูกของเขา วาดรูปเองจริงๆ

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
14 พฤษภาคม 2555

เผยภาพทางรถไฟที่สวยงามและแสนโรแมนติกที่สุด
ทางรถไฟที่สวยที่สุด
ที่มา โพสต์ทูเดย์
11 พฤษภาคม 2555 เวลา 13:13 น.เผยภาพทางรถไฟที่สวยงามและแสนโรแมนติกที่สุด

ถึงแม้อินเดียมีทัชมาฮาล และปารีสจะเป็นเมืองแห่งความรัก แต่ไม่น่าเชื่อที่ยูเครนกลับมีอุโมงค์แห่งความรัก   “อุโมงค์แห่งความรัก” (Tunnel of Love) คือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของประเทศยูเครน เป็นอุโมงค์รถไฟที่สร้างขึ้นจากต้นไม้ ตั้งอยู่ในเขตเมืองเคลเว่น (Klevan) เมืองเล็กๆในจังหวัดริฟเน (Rivne region) ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของประเทศยูเครน

ในอดีตเส้นทางรถไฟแห่งนี้ถูกใช้ในการขนส่งเกี่ยวกับอุตสาหกรรมโรงงาน ปัจจุบันอุโมงค์แห่งความรัก ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักในพื้นที่  ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่คนรัก

เผยสุดยอดภาพถ่าย เข้ารอบสุดท้ายการประกวด ช่างภาพธรรมชาติแห่งปี 2012 ของสมาคมเยอรมนี…
ภาพชนะการประกวดภาพธรรมชาติ 2012“คางคกอพยพ” ภาพชนะเลิศ

เผยสุดยอดภาพถ่าย เข้ารอบสุดท้ายการประกวด ช่างภาพธรรมชาติแห่งปี 2012 ของสมาคมเยอรมนี…

สำนักข่าวต่างประเทศ เผยสุดยอดภาพถ่าย ของบรรดาตากล้องระดับมืออาชีพ ที่ถูกคัดเข้ารอบสุดท้ายในการประกวด“เนเจอร์ โฟโต้กราเฟอร์ ออฟ เดอะ เยียร์” หรือช่างถ่ายภาพธรรมชาติแห่งปี ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมช่างภาพธรรมชาติเยอรมัน

โดยสมาชิกกว่า 200 ราย จาก 7 ประเทศ ร่วมส่งภาพเข้ามาประกวดทั้งสิ้น 3,252 ภาพ

สำหรับผู้ชนะประจำปี 2012 คือ คลอส แทมม์ จากเมืองวูปเปอร์ทัล ประเทศเยอรมนี จากภาพชื่อว่า “คางคกอพยพ” ซึ่งถ่ายเมื่อต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ส่วนภาพที่เข้ารอบอื่นๆ ถูกคัดเลือกจากหมวดหมู่ต่างๆ กันไป

อย่างไรก็ดี ภาพที่เข้ารอบทั้งหมด จะถูกนำไปจัดแสดงทั่วประเทศเยอรมนี รวมถึงนิทรรศการ จีดีที อินเตอร์เนชั่แนล เนเจอร์ โฟโตกราฟี เฟสติวัล ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 26-28 ต.ค. ปลายปีนี้ด้วย.

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
ที่มาภาพ : ghananation.com


Nature Photographer of the Year 2012
เข้ารอบสุดท้ายการประกวด ช่างภาพธรรมชาติแห่งปี 2012 ของสมาคมถ่ายภาพเยอรมนี
ที่มาภาพ : ghananation.com

ภาพถ่ายชนะการประกวด

ภาพถ่ายชนะการประกวด

ภาพถ่ายชนะการประกวด

ภาพถ่ายชนะการประกวด

ภาพถ่ายชนะการประกวด

ภาพธรรมชาติชนะการประกวด

ภาพธรรมชาติชนะการประกวด

ภาพธรรมชาติชนะการประกวด

ภาพธรรมชาติชนะการประกวด

ภาพชนะการประกวด

ภาพธรรมชาติชนะการประกวด

ภาพชนะการประกวด

ภาพชนะการประกวด

ภาพชนะการประกวด

ภาพชนะการประกวด

ภาพชนะการประกวด

ภาพกรุงเทพในอดีต

“เผางานศิลป์ทิ้ง”ไม่เหลือซาก ผอ.พิพิธภัณฑ์ศิลปะฯอิตาลี “เหลือทน” มาตรการรัดเข็มขัดรบ
ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยในอิตาลี ประกาศเผางานศิลป์ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 เพื่อประท้วงต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดประหยัดรายจ่ายของรัฐบาล ที่ลดงบประมาณสนับสนุนด้านศิลปวัฒนธรรมลง

นายอันโตนิโอ มานเฟรดิ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ร่วมสมัยคาซอเรีย ในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้เมืองเนเปิลส์ ยังคงเดินหน้าจุดไฟเผางานจิตรกรรมเป็นวันที่ 2 โดยงานชิ้นล่าสุดที่เมื่อวานนี้ ถูกนำมาเผาสังเวยให้กับความไม่พอใจมาตรการประหยัดรายจ่ายของรัฐบาล เป็นงานของ โรซาเรีย มาตาเรส จิตรกรชาวเมืองเนเปิลส์ ซึ่งเตรียมจะเผาผลงานทิ้งอีกชิ้นหนึ่ง หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้เผาภาพวาดสีน้ำมันรูปดอกไม้ “La Promenade” ของ เซเวอรีน บูร์กีญง จิตรกรชาวฝรั่งเศสไปแล้วชิ้นหนึ่ง

ด้านบูร์กิญง ซึ่งให้การสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้ และติดตามกิจกรรมการเผาผ่านวิดีโอลิงค์ออนไลน์ โดยระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อการเมือง ซึ่งมีความจำเป็น และช่วยกระตุ้นให้คนทั่วไปได้เห็นถึงผลร้ายของสถานการณ์

นายมานเฟรดี ยังคงเดินหน้าการประท้วงต่อไป ซึ่งถูกเรียกว่า “สงครามศิลปะ” โดยตั้งใจจะเผางานศิลปะอย่างน้อย 3 ชิ้นต่อสัปดาห์ โดยระบุว่า งานศิลปะกว่า 1,000 ชิ้นที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ สักวันก็ต้องถูกทำลายอยู่ดี อันเนื่องมาจากการขาดการเหลียวแลจากรัฐบาล

ในปี 2011 เขาได้เจียนจดหมายไปยังนายกรัฐมนตรีอังเกลา เมอร์เคิลของเยอรมนี เพื่อข้อลี้ภัย โดยให้เหตุผลว่า เขารู้สึกสิ้นหวังกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม นอกจากนั้นเขายังถูกกลุ่มมาเฟียข่มขู่ หลังจากแสดงนิทรรศการศิลปะที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาชญากรดังกล่าว และเตรียมย้ายพิพิธภัณฑ์ รวมถึงผลงานทั้งหมดไปที่นั่น หากได้รับการตอบรับจากเยอรมนี แต่กระทั่งปัจจุบันยังไม่มีการตอบรับ

รัฐบาลอิตาลีประกาศใช้มาตรการรัดเข็มขัดอย่างเข้มงวด ซึ่งรวมถึงการตัดงบประมาณด้านการสนับสนุนวงการศิลปะ และองค์กรด้านวัฒนธรรม ซึ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำงานไร้ประสิทธิภาพในการจัดการแกลเลอรีศิลปะ พิพิธภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงสถานที่ประวัติศาสตร์อย่างเมืองปอมเปอี

ที่มา: มติชนออนไลน์

พลังแห่ง ‘ตัวต่อ’ ประเทศสิงคโปร์..!

Pic_330777

บางที ‘แรงบันดาลใจ’ ที่ขับเคลื่อน ‘ห้องเครืื่องหัวใจ’ ก็ต้องเดินออกไปหาถึงจะค้นพบ ไม่ใช่จมจ่อมอยู่กับที่ถึงจะได้มา…

เมื่อเข้าไปด้านในเห็นจินตนาการผู้สร้างสรรค์แล้วได้แรงบันดาลใจ เติมไฟให้กับชีวิตได้มากมาย

ภาพเล่าเรื่องอาทิตย์นี้ไทยรัฐออนไลน์ บินลัดฟ้า ตามคำชวนของการท่องเที่ยวสิงคโปร์ และสายการบินแอร์เอเชีย เพื่อไปไล่ล่าแรงบันดาลใจ หนึ่งในนั้นเรามีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ศิลปะและวิทยาศาสตร์ (ArtScience Museum)

“พิพิธภัณฑ์นี้แรงบันดาลใจการออกแบบมาจากรูปทรงของดอกบัวและได้รับชื่อว่า “The Welcome Hand of Singapore” เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมคล้ายนิ้วมือสิบนิ้ว โดยแต่ละนิ้วนั้นพื้นที่ภายในคือพื้นที่ส่วนของแกลเลอรี่ที่ต่างกัน ที่นี่มีงานนิทรรศการถาวรและนิทรรศการหมุนเวียนตลอดปีและเป็นแหล่งการเรียนรู้อย่างดีเยี่ยมของเยาวชน”

และในนี้เป็นช่วงที่มีนิทรรศการที่ชื่อว่า The Art of Brick ศิลปะการต่อเลโก้อลังการจากนิวยอร์กอาร์ติสต์ คุณนาธาน สวาญ่า ที่ผลงานนำแสดงมาแล้วในหลากหลายประเทศ คุณนาธานได้สร้างสรรค์ผลงานโดยใช้เลโก้ต่อเป็นฮิวเมนแอ็กชั่นต่างๆ นานา ในรูปลักษณ์ต่างๆ ถึง 52 แบบ ซึ่งรวมถึงประติมากรรมกระดูกไดโนเสาร์ทีเร็กซ์ซึ่งยาวถึง 6 เมตร มาโชว์เป็นครั้งแรก รวมทั้งโมเดลของพิพิธภัณฑ์นี้ด้วย

เราดูไปด้วยหัวใจพองโต เพราะไม่คิดว่าแค่ตัวต่อ  ‘เลโก้’ เล็กๆ พอร้อยเรียงปะติดปะต่อกันจะสามารถทำอะไรได้มหาศาลเหนือนจินตนาการจริงๆ.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s